วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ร้านทองเริ่มคึกคนแห่ช้อนซื้อ
นายพีระ ศิริวัฒนานุกูล
เลขทะเบียน 5001208089
จิตติ เผยราคาทองคำที่ลดต่ำกว่า 1.8 หมื่นบาท ทำให้คนหันกลับมาซื้อทองคำเพื่อลงทุนอีกครั้ง
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า บรรยากาศการขายทองคำของร้านทองดีขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากราคาทองปรับลดลงมาแรงประมาณ 1,350 บาท ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเริ่มทยอยซื้อทองคำเพื่อลงทุน หลังจากที่ก่อนหน้านี้บรรยากาศร้านขายทองเงียบเหงา
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าราคาทองคำในปีหน้ายังมีแนวโน้มขาขึ้น แต่ราคาในประเทศช่วงต้นปีคงจะไม่ถึง 2 หมื่นบาท ยกเว้นจะมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ เพราะราคาทองคำในปี 2552 ปรับขึ้นเร็วมาก ดังนั้นจึงมีการอ่อนตัวและปรับฐานระยะหนึ่งก่อน
“ราคาทองคำแท่งในไตรมาสแรกคงจะปรับขึ้นไม่ถึง 2 หมื่นบาท โดยอาจจะขึ้นมาทดสอบระดับสูงสุดเดิมที่ 1.92 หมื่นบาทอีกครั้ง หากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ราคาทองจึงจะปรับขึ้นต่อไป” นายจิตติ กล่าว
ทั้งนี้ ล่าสุดราคาทองคำแท่งบาทละ 1.77 หมื่นบาท ส่วนราคาทองรูปพรรณบาทละ 1.81 หมื่นบาท ถือว่าปรับขึ้นเล็กน้อยตามราคาในตลาดฮ่องกง
นายจิตติ กล่าวว่า หลังจากนี้ยังคงต้องรอดูราคาทองคำในตลาดนิวยอร์กว่าจะปรับขึ้นตามตลาดฮ่องกงหรือไม่ เพราะราคาทองคำยังมีความผันผวน กองทุนเก็งกำไรยังมีการเทขายทองคำออกมาเป็นระยะ
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ อาทิ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบสุดท้ายของปีนี้ในวันที่ 15-16 ธ.ค. 2552 จะมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 0-0.25% และอาจต่อเนื่องต่อไปจนถึงกลางปี 2553 เป็นอย่างน้อย เพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้นักลงทุนยังคงโยกเงินเข้าไปเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่อไป
สำหรับราคาทองคำในประเทศไทยนั้นมีปัจจัยเรื่องค่าเงินบาท โดยหาก ค่าเงินบาทยังแข็งค่าที่ 33.15 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ราคาทองคำไม่สูงทะลุ 2 หมื่นบาทแน่
แหล่งที่มา http://www.posttoday.com วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คำถาม
1.ล่าสุดราคาทองคำแท่ง ราคาเท่าไร
-
2.เชื่อว่าราคาทองคำในปีหน้ายังมีแนวโน้มขาขึ้น แต่ราคาในประเทศช่วงต้นปีคงจะไม่ถึง 2 หมื่นบาท ยกเว้นจะมีเหตุการณ์ฉุกเฉินใดเกิดขึ้น
-
3.บรรยากาศการขายทองคำของร้านทองดีขึ้นเล็กน้อย เพราะเหตุใด
-
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552
การบริโภคฟื้นรูดปรื๊ดพุ่ง
นายอิทธิวัฒน์ เศรษฐเวคิน
เลขทะเบียน 5001208063
ธปท.เผยยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตต.ค. เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าถึง 5,045 ล้านบาท ส่งสัญญาณการใช้จ่ายในประเทศฟื้น
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปริมาณการให้บริการบัตรเครดิตของสถาบันการเงินทั้งระบบล่าสุดในเดือนต.ค.ปีนี้ พบว่ามียอดการใช้รวมทั้งสิ้น 7.99 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,045 ล้านบาท หรือ 6.73% จากเดือนก่อนหน้าที่มีการใช้จ่ายผ่านบัตรรวม 7.49 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ แบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น 3,396 ล้านบาท หรือ 6% การใช้จ่ายในต่างประเทศเพิ่ม 425 ล้านบาท หรือ 13.4% และการเบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิตเพิ่ม 1,223 ล้านบาท หรือ 8.04%
สำหรับประเภทบัตรเครดิตที่มีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ บัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ในประเทศเพิ่มขึ้น 4,020 ล้านบาท รองลงมาเป็นบัตรที่ออกโดยบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) 897 ล้านบาท และบัตรที่ออกโดยสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 128 ล้านบาท
ปัจจุบันบัตรเครดิตทั้งระบบมีจำนวน 13.27 ล้านใบ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 5.08 หมื่นใบ หรือเพิ่มขึ้น 0.38%
สำหรับยอดสินเชื่อคงค้างทั้งระบบมีจำนวน 1.84 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,273 ล้านบาท หรือ 0.7% จากเดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งระบบ เปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน จะพบว่าเริ่มปรับดีขึ้นแล้วเช่นกัน เพราะปริมาณการใช้จ่ายโดยรวมทั้งระบบเพิ่มขึ้น 3,543 ล้านบาท หรือ 4.63% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ โดยแบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น 4,134 ล้านบาท การใช้จ่ายในต่างประเทศเพิ่ม 278 ล้านบาท แต่การเบิกเงินสดผ่านบัตรเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนกลับลดลง 869 ล้านบาท ซึ่งสามารถจะสะท้อนทิศทางการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ปรับดีขึ้นกว่าปีก่อนค่อนข้างชัดเจนแล้ว
แหล่งข่าวจากฝ่ายเศรษฐกิจใน ประเทศ ธปท. เปิดเผยว่า ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้นน่าจะเป็นตัวสะท้อนการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศที่เริ่มปรับดีขึ้น ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 และ 4 แสดงว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มดีขึ้น เป็นสัญญาณว่าการใช้จ่ายในประเทศเริ่มฟื้นตัว
นอกจากนี้ ธปท.ยังรายงานปริมาณการให้บริการสินเชื่อบุคคลของสถาบันการเงินทั้งระบบ ล่าสุดในเดือนต.ค.ว่า มีจำนวนบัญชีเงินกู้รวมทั้งสิ้น 8.87 ล้านบัญชี ลดลง 3.49 หมื่นบัญชี หรือลดลง 0.39% จากเดือนก่อนที่มี 8.9 ล้านบัญชี ซึ่งในจำนวนนี้บัญชีของกลุ่มนันแบงก์ลดลงมากที่สุด 3.39 หมื่นบัญชี สาขาธนาคารต่างประเทศลดลง 3,377 บัญชี และบัญชีของธนาคารพาณิชย์ในประเทศลดลงน้อยที่สุด 1,831 บัญชี
ขณะที่ยอดสินเชื่อบุคคลคงค้างล่าสุดมีจำนวน 2.16 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเพียง 4 ล้านบาท ซึ่งสินเชื่อบุคคลคงค้างที่ เพิ่มขึ้นทั้งหมดมาจากสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทย
แหล่งที่มา http://www.posttoday.com วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คำถาม
1. ปัจจุบันบัตรเครดิตทั้งระบบมีจำนวนเท่าไร
-
2. สำหรับประเภทบัตรเครดิตที่มีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ บัตรเครดิตของอะไร
-
3. ยอดสินเชื่อบุคคลคงค้างล่าสุดมีจำนวนเท่าไร
-
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ดูไบ...แล้วหันมาดูไทย
นายพีระ ศิริวัฒนานุกูล
เลขทะเบียน 5001208089
คงจะเชยนะครับ ถ้าไม่ได้คุยถึงเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจดูไบ เพราะเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดข่าวใหญ่ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก
เมื่อรัฐบาลรัฐดูไบได้ร้องขอให้เจ้าหนี้พักชำระหนี้ออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน ให้กับ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของรัฐดูไบ คือ บริษัทลงทุนดูไบเวิลด์ และบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นาคีล ในปริมาณหนี้ก้อนมหาศาลถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.72 ล้านล้านบาท
มากไหมครับ แค่ 2 บริษัทมีหนี้เกือบ 30% ของจีดีพีประเทศไทย คงไม่มีใครคาดคิดว่ารัฐดูไบซึ่งเป็น 1 ใน 7 รัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่มีความมั่งคั่งไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมารัฐดูไบได้ก่อหนี้ โดยการทุ่มทุนจำนวนมหาศาลไปกับโครงการลงทุนขนาดยักษ์เพื่อพยายามทำลายสถิติโลก ทำให้ได้ชื่อว่าเป็น “นครแห่งความเป็นที่สุดในโลก” ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างตึกสูงที่สุดในโลก ที่มีความสูงเกือบ 1 กิโลเมตร หรือเกือบ 200 ชั้น
ถ้าดูภาพข่าวในทีวีจะเห็นความยิ่งใหญ่ในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในดูไบ โครงการที่เราทึ่งก็คือ การถมทะเลเพื่อเนรมิตเกาะรูปต้นปาล์มขนาดใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 800 สนามรวมกัน เพื่อพัฒนาเป็นอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ชื่อ “ปาล์มจูเมียราห์” หรือจะเป็นการสร้างโดมสกีเล่นหิมะขนาดมหึมากลางทะเลทราย และยังมีการลงทุนในโครงการอื่นอีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่น่าทึ่งทั้งสิ้นเพราะแต่ละโครงการทุ่มทุนมหาศาล
หลังจากที่ดูไบเวิลด์ได้ประกาศพักชำระหนี้ไปแล้ว ทางมูดี้ส์อินเวสเตอร์เซอร์วิส และสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (S&P) ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก ก็ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือกับบริษัทในกลุ่มดูไบเวิลด์ลง โดยถูกจัดลงสู่สถานะ “Junk” หรือ “ขยะ” ทันที แต่ผมก็มีข้อสงสัยทันทีว่า ทั้งสองบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังของโลกมัวไปทำอะไรอยู่ เพราะการล่มสลายของฐานะการเงินของดูไบเวิลด์น่าจะมีสัญญาณออกมาแล้วก่อนหน้านี้ ทำไมจึงไม่ทราบ ไม่ให้ข้อมูลล่วงหน้าแก่ผู้ลงทุนทั่วโลก และไม่ทำหน้าที่ของตนให้สมกับที่ผู้ลงทุนทั่วโลกให้ความเชื่อถือ
ถ้าหวยออกแล้วค่อยมาบอกแบบนี้ อีกหน่อยก็คงไม่รู้ว่าจะไปเชื่อบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้อย่างไร เพราะอะไรผมถึงพูดแบบนี้ นั่นเพราะกลุ่มดูไบเวิลด์กู้เงินสูงถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนการกู้ที่สูงมาก แทนที่จะใช้เงินทุนตนเองจากการขายน้ำมันมาลงทุน อีกประการหนึ่ง เงินที่ดูไบเวิลด์ไปลงทุนทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา มีผลขาดทุนจากการลดค่าทรัพย์สินจากพิษวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ทั่วโลก ทำให้ทรัพย์สินลดค่าลงอย่างมาก
คราวนี้หันมาดู “ไทย” บ้าง หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ผ่านมา ทำให้ไทยได้รับบทเรียนราคาแพง ทำให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น มี “ผู้คุมกำเนิด” ก็คือสถาบันการเงินจะเลือกให้สินเชื่อแก่โครงการที่มีความเสี่ยงน้อยจริงๆ ดังนั้นจึงเลือกสนับสนุนแก่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ทำให้ปริมาณอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีเพียงปีละ 7-8 หมื่นหน่วยเท่านั้น จึงทำให้ไม่มีสัญญาณฟองสบู่แตกในอสังหาริมทรัพย์ของไทย
เศรษฐกิจไทยเวลานี้ต้องบอกว่าเริ่มหลุดพ้นจากภาวะถดถอยแล้ว แต่การฟื้นตัวยังคงเปราะบาง จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แสดงให้เห็นว่าจีดีพีในไตรมาส 3/2552 ยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เป็นอัตราการขยายตัวที่ชะลอตัวลงจากร้อยละ 2.2 ในไตรมาส 2/2552 และต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยเป็นผลมาจากการชะลอตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภคภายในประเทศ การบริโภคของรัฐบาล การลงทุนและการลดลงของระดับสินค้าคงคลัง ซึ่งการที่ธุรกิจยังชะลอที่จะสะสมสินค้าคงคลัง อาจจะสะท้อนว่าธุรกิจยังคงมีท่าทีที่ระมัดระวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ในปี 2552 นี้ จีดีพีน่าจะหดตัวร้อยละ 3.1 ซึ่งดีขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และคาดว่าในปี 2553 น่าจะกลับมาขยายตัวได้ในระดับปานกลางที่ประมาณร้อยละ 3.0 โดยมีช่วงกรอบการขยายตัวอยู่ระหว่างร้อยละ 2.5–3.5 ก็หวังว่าคงจะไม่มีอะไรมาทำให้เศรษฐกิจไทยไปอยู่ในสภาวะจีดีพีติดลบอีกเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตดูไบเวิลด์หรือวิกฤตอื่นใดก็ตาม...
แหล่งที่มา http://www.posttoday.com วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คำถาม
ข้อ 1 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของรัฐดูไบ คือ
-
ข้อ 2 บริษัทลงทุนดูไบเวิลด์ และบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นาคีล มีปริมาณหนี้เท่าไร
-
ข้อ 3 ดูไบการทุ่มทุนจำนวนมหาศาลไปกับโครงการลงทุนขนาดยักษ์เพื่อพยายามทำลายสถิติโลก ทำให้ได้ชื่อว่า
-
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
เศรษฐกิจฟื้น-หั่นภาษีหนุนเบี้ยปีหน้าโต24%
นายอิทธิวัฒน์ เศรษฐเวคิน
เลขทะเบียน 5001208063
คปภ.ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปีหน้าโต 24% ผลเศรษฐกิจฟื้น-คลังช่วยหนุนประกันสุขภาพ
นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ. ได้ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมเบี้ยประกันภัยทั้งระบบในปี 2553 จำนวน 4.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จะส่งผลให้เบี้ยประกันภัยต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็น 5% ภายในปี 2554 จากปี 2552 จะอยู่ที่ 4.1% ถึง 4.2%
ทั้งนี้ มีปัจจัยหลายอย่างเอื้ออำนวย โดยเฉพาะมาตรการด้านภาษี ที่คาดว่าจะได้รับการพิจารณาจากกระทรวงการคลัง เพื่อกระตุ้นการออมในภาคประชาชนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวอัตราการเติบโตเป็นบวกประมาณ 3% ทำให้การปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น จะกระตุ้นให้เบี้ยประกันสินเชื่อ หรือมอร์เกจโลนซึ่งเป็นเบี้ยประเภทชำระครั้งเดียวเพิ่มมากขึ้น และประกันอัคคีภัยเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันสำนักวิจัยหลายแห่งยังมีการประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดออกมาในแนวทางเดียวกันว่าจะยังทรงตัวอยู่ในช่วง 6เดือนแรก ซึ่งจะทำให้ประชาชนหันมาออมผ่านประกันชีวิตมากขึ้น เพราะได้ผลตอบแทนที่จูงใจกว่า
นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวว่า คปภ.ได้ให้นโยบาย แผนงาน และแนวทางในการขยายให้ประชาชนมีหลักประกันให้มากขึ้นในเชิงรุก เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับแบบประกันต่างๆ สร้างความรับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ ที่สำคัญได้ขอความอนุเคราะห์ด้านภาษีจากกระทรวงการคลัง การประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และประกันชดเชยรายได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการระดมเงินออมของประเทศ ในการนำไปส่งเสริมเศรษฐกิจ เช่น เบี้ยประกันที่ได้มาจะนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และภาครัฐยังเก็บภาษีจากบริษัทประกันภัยได้เพิ่มขึ้นด้วย
“ต้องใช้มาตรการด้านภาษีเข้ามากระตุ้นให้เกิดการออมควบคู่กับการให้ความรู้แก่ประชาชน เหมือนกับภาคการเกษตรที่เรายังมีการประกันราคาสินค้าเกษตร” นาย จีรพันธ์ กล่าว
แหล่งที่มา http://www.posttoday.com วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
คำถาม
ข้อที่ 1 คปภ. ได้ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมเบี้ยประกันภัยทั้งระบบในปี 2553 จำนวนเท่าไร
-
ข้อที่ 2 คปภ. ย่อมาจาก
-
ข้อที่ 3 คปภ.ได้ให้นโยบาย แผนงาน และแนวทางในการขยายให้ประชาชนมีหลักประกันให้มากขึ้นในเชิงรุก แผนงานและแนวทางใดบ้าง
-
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ดอกเบี้ยขึ้นปีหน้า0.75-1%
นาย อิทธิวัฒน์ เศรษฐเวคิน
เลขทะเบียน 5001208063
“กรุงไทย” ประเมินปีหน้าดอกเบี้ยในตลาดเงินฝาก- กู้ขยับขึ้น 0.75-1.0% สินเชื่อขยายตัวได้ 6-7%
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ในปีหน้าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์จะขยับขึ้นรวม 0.75-1.0% เพราะคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 0.75-1% จากระดับปัจจุบัน 1.25%
ทั้งนี้ สถานการณ์ในปีหน้าเราคงจะไม่เห็นดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับนี้อีกแล้ว เมื่อธปท.ขึ้นดอกเบี้ยก็ทำให้ดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ต้องปรับขึ้นล้อตามกันไปในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เนื่องจากคาดว่าต้นปีหน้าเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% กว่า
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทิศทางการขอสินเชื่อเริ่มดีขึ้น โดยไตรมาส 3 รายการที่เกี่ยวข้องกับการขอสินเชื่อของธนาคารมีจำนวนเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาส 2 ลดลง 20% และไตรมาสแรกลดลง 40% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนภาพว่าลูกค้าเริ่มหันมาขอกู้มากขึ้น
ประธานสมาคมธนาคารไทยได้คาดการณ์ว่า สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบจะเติบโตประมาณ 6-7% ด้วย เพราะสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ขึ้นกับเศรษฐกิจเป็นหลัก
นายอภิศักดิ์ เชื่อว่าเศรษฐกิจปีหน้าแม้จะดีกว่าปีนี้ แต่จะไม่ดีเร็วกว่าที่คิด เศรษฐกิจจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้เวลาพอควรกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นกลับมาที่เก่า เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกยังไม่ดี ซึ่งเศรษฐกิจจะดีได้ สถาบันการเงินต้องดีก่อน
สำหรับแผนธุรกิจปีหน้าของธนาคารกรุงไทยประเมินว่าจะขยายสินเชื่อสุทธิ 6-7 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 6-7% เนื่องจากธนาคารคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีหน้าจะขยายตัวมากกว่า 3% ฉะนั้นสินเชื่อของธนาคารจะเติบโตเป็น 2 เท่าของจีดีพี
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า สินเชื่อในโครงการไทยเข้มแข็งจะเป็นตัวผลักดันให้สินเชื่อเติบโตได้ตามเป้าหมาย นำโดยอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เกี่ยวเนื่องกับภาครัฐของธนาคารจึงไปได้ดี ซึ่งขณะนี้ธนาคารก็เริ่มอนุมัติให้วงเงินสินเชื่อแล้ว จะเห็นการเบิกใช้จริง ปีหน้า
กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่เป็นห่วงเพิ่มคือ เริ่มเห็นนักลงทุนใช้วิธีแครีเทรด โดยกู้เงินเหรียญสหรัฐเนื่องจากดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนสูง ซึ่งหากมีการกู้เงินสหรัฐเพื่อนำไปแครีเทรดจำนวนมาก โลก ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิด ฟองสบู่ และปัญหาจะลามทั่วโลก
แหล่งข่าวธนาคารไทยพาณิชย์เปิดเผยว่า ปีหน้าดอกเบี้ยขึ้นแน่ซึ่งอาจจะสูงกว่า 1.50% ดังนั้นคนที่กู้เงินซื้อบ้านหรือต้องการขยายการลงทุนควรหาทางรับมือ
แหล่งที่มา htpp://www.posttoday.com วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
คำถาม
ข้อที่ 1 คุณคิดยังไงกับดอกเบี้ยที่กำลังจะขึ้นปีหน้า
-
ข้อที่ 2 ธปท.คาดการณ์ไว้ว่าสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จะเติบโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และเพราะเหตุใด
-
ข้อที่ 3 สิ่งใดที่กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยกำลังเป็นห่วงอยู่
-